สารบัญ
การแต่งกายของชายหญิงสามัญชนทั่วไป ในสมัยรัชกาลที่ ๕

ในส่วนของสตรีสามัญชนยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงมากนักยังคงนุ่งโจงกระเบนและห่มผ้าแถบเช่นเดิม ส่วนเด็กผู้หญิงสวมเสื้อคอกระเช้า นุ่งโจงกระเบนหรือลอยชาย เวลาออกงานสวมเสื้อแขนยาวคอปิด

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงออกประกาศ ๒ ฉบับ ฉบับแรกคือ ”ประกาศห้ามคนแต่งตัวไม่สมควรมิให้ไปมาในพระราชฐานที่เสด็จออก” โดยห้ามผู้ใหญ่ทั้งหญิงชายสวม แต่เสื้อชั้นใน หรือไม่สวมเสื้อเลย หรือนุ่งกางเกงขาสั้นเหนือเข่า หรือนุ่งผ้าหยักรั้งไม่เปิดเข่า หรือนุ่งโสร่ง หรือสวมรองเท้าไม่มีถุงเท้าหรือสวมรองเท้าสลิปเปอร์ (รองเท้าแตะ) ตลอดจนเด็กที่เปลือยกายเข้ามา ในบริเวณพระราชวังชั้นนอกด้านหน้ากับบริเวณวัดพระศรีรัตนศาสดารามยกเว้นคนงานขนของก่อสร้าง กวาดล้าง ถ้าผู้ใดฝ่าฝืนหรือพาเด็กหรือปล่อยเด็กที่แต่งกายไม่สมควรดังกล่าวล่วงเข้ามาในเขตที่กำหนดไว้ ให้นายประตูขับไล่ ห้ามปราม ถ้าไม่ฟังให้จัดส่งศาลกระทรวงวังตัดสินลงโทษ ปรับไม่เกินคราวละ ๒๐ บาท หรือขังไว้ใช้การไม่เกินคราวละ ๑๕ วัน หรือทั้งปรับทั้งขังตามควรแก่โทษ ถ้าผู้ทำผิดเป็นเด็กอายุต่ำกว่า ๑๕ ปีลงไป บิดามารดาหรือมูลนายหรือผู้เลี้ยงดูเด็กนั้นจะต้องรับโทษแทนทุกประการ ประกาศเมื่อวันที่ ๒๐ มกราคม ร.ศ.๑๑๗ (พ.ศ. ๒๔๔๑) ประกาศอีกฉบับหนึ่ง ”ประกาศห้ามการแต่งกายไม่สมควร” ห้ามชายหญิงที่นุ่งผ้าหยักรั้งไม่ปรกเข่าหรือนุ่งกางเกงขาสั่น หญิงเปลือยอก หรือห่มผ้าไม่ปิดบังอกให้เรียบร้อย เด็กไม่นุ่งกางเกงหรือไม่สวมเสื้อผ้า เดินไปมาตามถนน แม่น้ำ ลำคลองหรืออยู่ในบ้านที่อยู่ริมถนน หรือ บ้านเรือนหรือเรือนแพที่อยู่ริมแม่น้ำลำคลองหรือตามที่สาธารณะให้เป็นที่รำคาญแก่ผู้พบเห็น หากผู้ใดฝ่าฝืน ให้เจ้าพนักงานกรมกองตระเวนจัดส่งศาลพิจารณาลงโทษปรับไม่เกินคราวละ ๑๐ บาท ถ้าผู้ที่ทำผิดเป็นเด็ก อายุต่ำกว่า ๑๕ ปีลงไป บิดามารดาหรือผู้ปกครองต้องไปรับโทษแทน ประกาศเมื่อวันที่ ๒๒ มกราคม ร.ศ.๑๑๗ (พ.ศ. ๒๔๔๑) จะเห็นได้ว่าทรงพยายามพัฒนารูปแบบการแต่งกายแบบสากลนิยม ในแบบสุภาพชนออกไปยังประชาชนทั่วไปด้วย โดยใช้กฎหมายและประกาศต่างๆ เช่น กรอบในการปฏิบัติ เพื่อให้เกิดความเคยชินในการแต่งกายอันนำไปสู่การเป็นประเทศที่มีอารยะเท่าเทียมชาติตะวันตก

เพื่อให้เห็นภาพอย่างชัดเจนโดยเฉพาะกรณีของสามัญชนทั่วไปทั้งผู้หญิงและผู้ชาย จึงได้แบ่ง ระยะเวลาเพื่อให้เห็นพัฒนาการการแต่งกายในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ดังต่อไปนี้

คงนุ่งยกห่มตาด
ต้นรัชกาลที่ ๕ พ.ศ. ๒๔๑๑–๒๔๒๙
หญิง นุ่งผ้าโจงกระเบนใส่เสื้ออีกชั้นหนึ่ง หากอยู่กับบ้านจะไม่ใส่เสื้อคงห่มแต่สะไบในพิธีต่างๆ ยัง
ชาย นุ่งผ้าม่วงโจงกระเบน สวมเสื้อราชประเตน คือเป็นแบบเสื้อนอก กระดุม ๕ เม็ดสวม ”หมวกหางนกยูง” และถือไม้เท้า เมื่อไปในงานพิธีต่างๆ ให้ใส่ถุงเท้า รองเท้าด้วย
ผม หญิงเลิกไว้ผมเปีย หันมาไว้ผมยาวประบ่าเป็นส่วนมาก
ชาย ได้เลิกไว้ผมทรงมหาดไทย หันมาไว้ผมยาวทั้งศรีษะ และผมรองทรง มีมากกว่าสมัยก่อนๆ โดยเฉพาะตอนเข้าเฝ้า
เครื่องประดับ ได้แก่ สร้อยคอ สร้อยตัว สร้อยข้อมือ กำไล แหวน เข็มขัด ซึ่งมีลวดลายงดงาม
กลางสมัยรัชกาลที่ ๕ พ.ศ. ๒๔๓๐–๒๔๔๐
หญิง ส่วนมากนิยมนุ่งผ้าจีบ ไว้ชายพก แต่หันมานิยมเสื้อแบบตะวันตก คอตั้งแขนยาว ต้นแขน พองคล้ายขาหมูแฮม มีผ้าห่ม หรือแพรสะไบเฉียง แล้วแต่โอกาส ทับตัวเสื้ออีกทีหนึ่ง นอกจากนี้ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ยังได้ พระราชทานแพรสะพายสีชมพูปักด้วยดิ้นเป็น ลวดลายต่างๆ ตามชั้นยศ สำหรับฝ่ายในอีกด้วย
ชาย นุ่งโจงกระเบนผ้าม่วง สวมเสื้อราชปะแตน เช่นเดียวกับสมัยต้นรัชกาล
ผม หญิง นิยมไว้ผมยาวเสมอต้นคอ ชาย ยังคงไว้ผมรองทรง เช่นเดียวกับตอนต้นรัชกาล
หน้า เริ่มใช้เครื่องสำอางแบบชาวตะวันตก
๒๐
หน้า ๒๐ จาก ๒๙ หน้า