สารบัญ
การประกาศยกเลิกการนุ่งโจงกระเบน และกินหมาก

เมื่อประเทศไทยเปลี่ยนการปกครองเป็นระบอบประชาธิปไตย ทางคณะราษฎรเห็นว่า การแต่งตัว ข้าราชการที่แต่งกันอยู่ในเวลานั้นเป็นของล้าสมัยไม่เหมาะสมกับประเทศที่ปกครองระบอบประชาธิปไตยจึงให้ เลิกนุ่งผ้าม่วงโดยให้นุ่งกางเกงขายาวตามแบบฝรั่งแทนเมื่อ พ.ศ. ๒๔๗๕ แต่ยังไม่เป็นการบังคับทีเดียวยัง ผ่อนผันนุ่งผ้าม่วงได้บ้าง ครั้นในปี พ.ศ. ๒๔๗๘ ทางคณะรัฐบาลจึงได้ออกพระราชบัญญัติการแต่งกายของ ข้าราชการพลเรือนโดยให้ข้าราชการเลิกนุ่งผ้าม่วงโดยเด็ดขาด และกำหนดเครื่องแบบการแต่งกายของ ข้าราชาการพลเรือนขึ้นใหม่ดังกล่าวอยู่ในปัจจุบันนี้

การนุ่งผ้าโจงกระเบนในส่วนของชาวบ้าน แถบนอกๆ ยังมีอยู่บ้างคือที่เป็นคนแก่ๆ หรือไม่ก็พวกเล่นเพลง เล่นละครอันเป็นการจำเป็น นอกนั้นนุ่งผ้าถุงหรือกระโปรงสมัยใหม่กันมากแล้ว

สำหรับเครื่องแต่งกายชั้นล่างสุดคือ รองเท้า มีสวมกันทั่วไป แต่ก็ไม่ถึงกับพร้อมเพรียงเพราะสมัยนั้นคน ที่ยังไม่สวมรองเท้าก็มีอีกมาก

ถึงแม้ว่าการแต่งกายสมัยจอมพล ป. พิบูลสงครามจะเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ รวมไปกับเรื่องรัฐนิยมอื่นๆ แต่ก็นับได้ว่า ความพร้อมเพรียงหรือการสร้างความเป็นระเบียบเรียบร้อยทางการแต่งกายของคนไทยที่ออกผลใน สมัยนี้ ก็เนื่องมาจากความพยายามของรัฐบาลในยุคนั้นด้วยส่วนหนึ่ง

ในปี พ.ศ. ๒๔๘๒ รัฐบาลได้ออกประกาศชักชวนให้เลิกรับประทานหมาก เมื่อวันที่ ๒๕ มกราคม พ.ศ. ๒๔๘๒ มติคณะรัฐมนตรีมีว่าให้กระทรวง ทบวง กรมต่างๆ แนะนำชักชวนให้ข้าราชการเลิกรับประทานหมาก ต่อมาวันที่ ๓๑ สิงหาคมปีเดียวกันก็มีประกาศชักชวนข้าราชการกระทรวงกลาโหมให้เลิกรับประทานหมาก มีการชี้แจงโทษของการกินหมาก เช่น บอกว่าสมัยนี้ฟันดำกลับกลายเป็นสิ่งไม่เจริญตา อารยชน ในประเทศต่างๆ เห็นว่าการกินหมากไม่เป็นกิจประเพณีที่เหมาะสมเลย หมากไม่ได้เพิ่มความงามประการใดให้แก่วงหน้า แต่กลับทำให้หน้ากร้านและดูแก่เกินอายุอีกด้วย

คนไทยสมัยนั้นจึงต้องพากันอดหมากกันทั่วไป แม้จะอยากกินหมากก็ต้องระวัง เพราะข้าราชการบางคน เคร่งครัดขนาดไม่ยอมทำงานให้ ถ้าเห็นกินหมากอยู่หรือนายท่ารถบางคนก็ไม่ยอมให้ขึ้นรถเหมือนกัน ด้วยการ เอาจริงเช่นนี้เอง การกินหมากของคนไทยจึงได้เลิกรากันไป กลายเป็นนิยมฟันขาวหมด ต่างจากความนิยมของ โบราณโดยสิ้นเชิง เมื่อครั้งนิโกลาส แชรแวส เข้ามาเมืองไทยสมัยพระนารายณ์นั้น เขากล่าวว่าคนไทยนิยมไว้ ฟันดำ ไม่นิยมฟันขาว เพราะถือว่าฟันขาวเป็นลักษณะของสัตว์ เป็นอย่างนั้นไปเสียอีก ถือได้ว่านี่เป็นอีกขั้นหนึ่ง ของการพัฒนาบุคลิกภาพและการแต่งกายของไทยอีกก้าวหนึ่งที่น่าสนใจ

๒๔
หน้า ๒๔ จาก ๒๙ หน้า