สารบัญ
การจำแนกลักษณะของผ้าที่ใช้ในกลุ่มบุคคลชั้นสูง
ยุคต้นกรุงรัตนโกสินทร์

การใช้ผ้าเป็นเครื่องแต่งกายนั้น เดิมคงมีอยู่ระยะหนึ่งที่มีระเบียบเคร่งครัดว่าคนชั้นไหนใช้ผ้าชนิดใด ได้บ้างหรือชนิดไหนใช้ไม่ได้ ต่อมาระเบียบนี้ละเว้นไปไม่เคร่งครัด จึงปรากฏว่าพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้า จุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ ๑ โปรดให้ออกพระราชบัญญัติว่าด้วยการแต่งกาย การใช้ผ้าบังคับและห้ามไว้ใหม่อีก ครั้งหนึ่ง ดังความปรากฏว่า

“...ธรรมเนียมแต่ก่อนสืบมาจะนุ่งผ้าสมปักท้องนาก และใส่เสื้อครุยกรองคอ กรองต้นแขน กรองปลายแขน จะคาดรัดประคดหนามขนุน ได้แก่ มหาดไทย กลาโหม จุสดมภ์ และแต่งบุตรแลหลานขุนนางผู้ใหญ่ผู้น้อยได้แต่ เสมา แลจี้ภคจั่นจำหลักประดับพลอย แต่เพียงนี้ และทุกวันนี้ ข้าราชการผู้น้อยนุ่งห่มมิได้ทำตามอย่างธรรมเนียม แต่ก่อน ผู้น้อยก็นุ่งสมปักปูมท้องนาก ใส่เสื้อครุยกรองคอ กรองสังเวียน กรองสมรศ คาดรัดประคด หนามขนุน กั้นร่มผ้าสีผึ้ง กลตาไปจนตำรวจเลว แลลูกค้าวณิชกั้นร่มสีผึ้ง แล้วแต่งบุตรหลานเล่า ผูกลูกประหล่ำจำหลักประดับ พลอย สามเข็มขัดมีดอกประจำยาม เข้าอย่างต้องห้าม เกินบรรดาศักดิ์ผิดอยู่ แต่นี้สืบไปเมื่อหน้า ให้ข้าราชการและ ราษฎรทำตามธรรมเนียมแต่ก่อน ครั้งนี้โปรดเกล้าฯ ให้แต่ขุนนางผู้ใหญ่กั้นร่มผ้าสีผึ้ง คาดรัดประคดหนามขุน ห้ามอย่าให้ข้าราชการผู้น้อยใส่เสื้อครุยกรองคอ กรองสังเวียน กรองสมรศ คาดรัดประคนหนามขนุน นุ่งสมปัก ท้องนาก สายเข็มขัดอย่าให้มีดอกประจำยาม กั้นร่มผ้าสีผึ้ง ใส่เสื้อครุยได้แก่ กรองปลายมือ จะแต่งบุตรแลหลาย ก็ให้ใส่แต่จี้เสมาภควจั่นจำหลักประดับพลอยสีแดงเขียว แต่เท่านี้ อย่าได้ประดับเพชรถมยาราชาวดี ลูกประหล่ำเล่า ก็ให้ใส่แต่ลายแทงแลเกลี้ยง เกี้ยวอย่าให้มีกระจังประจำยามสี่ทิศ และอย่าให้ใส่กระจับปิ้งพริกเทศ ทองคำ กำไลทองคำใสเท้า อย่าให้ข้าราชการผู้น้อยและราษฎรกั้นร่มผ้าสีผึ้ง และกระทำให้ผิดด้วยอย่างธรรมเนียม เกิดบรรดาศักดิ์เป็นอันขาดทีเดียว และห้ามอย่าให้ช่างทองทั้งปวงรับจ้าง ทำจี้ เสมา ภควจั่นประดับเพชรถมยา ราชาวดี ประดับพลอย ห้ามมิให้ซื้อขายเป็นอันขาดทีเดียว....”

จากพระราชบัญญัตินี้จะเห็นได้ว่า การใช้ผ้าหรือเครื่องประดับก็ดี ในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้น จึงเป็นการใช้ผ้าตามฐานะ รวมถึงเป็นการบอกบรรดาศักดิ์ตามตำแหน่งหน้าที่การงาน และตามสกุลด้วย ผ้าในสมัยนี้คงใช้สืบต่อแบบเดียวกับที่ใช้ในสมัยอยุธยา ได้แก่ ผ้ากำมะหยี่ ผ้าแพร ผ้าตาด ผ้าปัตหล่า ผ้าลาย เขียนสี ผ้ายก ผ้าไหม ผ้าตา ผ้าเปลือกไม้ ผ้าคากรอง ผ้าสมปัก ผ้าอัตลัด ผ้ายกทอง ระกำไหม และผ้าโขมพัสตร์ นอกจากนี้ รวมไปถึงรูปแบบของลวดลายในผ้าด้วย อาทิ ลายกินนรีรำ ลายดาวกระจาย ลายเครือดอกไม้ ลายตะเกียง ลายนก ลายกนกและนกบิน ลายเครื่องแย่ง ลายนาค ลายเครือพนม ลายเสือ ลายเครือหงส์ ลายพุ่มข้างบิณฑ์ ลายครุฑยุคนาค เป็นต้น

อนึ่ง ลักษณะของผ้าที่มีรูปแบบหลายชนิดและหลายลาย ยังเป็นสิ่งบอกถึงสถานภาพของผู้สวมใส่ ของแต่ละคนแต่ละบุคคลด้วย

การจำแนกลักษณะของผ้าที่ใช้ในกลุ่มบุคคลชั้นสูง
  • ผ้ากะแสง ผ้ากระแสง หรือกรรแสง หมายถึงผ้าสะไบ
  • ผ้ากาสา เป็นผ้าดิบเนื้อหยาบ ไม่ได้ย้อมฝาด มีสีหม่นไม่ขาวทีเดียว คำว่ากาสา (Kassar) เป็นคำมาลายู แปลว่า หยาบ และในกรมศุภรัตมีพนักงานที่มีชื่อเกี่ยวกับกาสาด้วย เช่น พระศุภรัตกาษายานุกิจ ขุนสุวรรณกาษา เป็นต้น
  • ผ้ากรองทอง เป็นผ้าที่ถักด้วยแล่งเงินหรือแล่งทอง ถักให้เป็นลวดลายต่อกันเป็นผืน ส่วนมากนำมา ทำเป็นผ้าทรงสะพัก โดยใช้ห่มทับลงไปบนผ้าสะไบอีกทีหนึ่ง มักใช้แต่เฉพาะเจ้านายผู้หญิงชั้นสูง มีขนาดกว้างยาว เท่ากับผ้าสะไบ ชายผ้าด้านกว้างถักปล่อยเป็นชายครุย ผ้ากรองทองเมื่อต้องการให้มีความงดงามเพิ่มมากขึ้น มักจะนำปีกแมงทับมาตัดเป็นชิ้นเล็กๆ เหมือนรูปใบไม้ และปักลงไปบนผ้ากรองทองในตำแหน่งที่คิดว่าจะสมมุติ เป็นลายใบไม้ เพราะลายของผ้ากรองทองส่วนมากมีลักษณะคล้ายลายดอกไม้อยู่แล้ว และจะเพิ่มความงามให้มาก ยิ่งขึ้นอีกด้วยการปักไหมสีสดๆ ที่ตัดกับสีปีกแมงทับ เช่น สีแดง ลงไปบนตัวผ้ากรองทองนั้นเป็นระยะให้เหมาะกับ ลายบางทีปักด้วยดิ้นทองเป็นลายก้านแย่ง
  • ผ้ากรอบ เป็นชื่อผ้าชนิดหนึ่งในสมัยสุโขทัย แต่ไม่ทราบว่าเป็นผ้าชนิดใด
  • ผ้ากุหร่า ผ้าสักหลาดสีเทาเจือแดง บางทีอมสีเหลืองใช้ตัดเป็นเสื้อของพวกเกณฑ์หัด
  • ผ้ากุตไตหรือกฎไต ภาษาฮินดูเขียนว่า Khurti แปลว่า เสื้อกั๊กทหาร ไม่ได้เป็นชื่อผ้า ในภาษาเปอร์เซียว่า กุรตี
  • ผ้ากุศราช เป็นผ้าเนื้อหยาบใช้เป็นทั้งผ้าห่มและผ้านุ่งมีทั้งผ้าสีขาวและผ้าลาย ทั้งนิยมนำไปใช้ห่อ พระคัมภีร์เก็บใส่ตู้ลายรดน้ำอีกด้วยเป็นผ้าอินเดียจากแคว้นคุชราช ถ้าเป็นผ้านุ่งอย่างดีมักมีเชิงมีชาย ถ้าเป็นผ้านุ่ง ชนิดเลวไม่มีเชิงหรือชาย ชื่อผ้าเป็นการใช้เรียกชื่อเมืองที่ทำผ้ามาส่ง
  • ผ้าเกี้ยว ผ้าคาดเอว มีทั้งลายพิมพ์ ผ้าไหม ฯลฯ
  • ผ้ากำมะหลัด หรือกำมหลิด เป็นผ้าที่ทอด้วยขนสัตว์แกไหม ภาษาตะวันออกกลางเรียกว่า Camlet
  • ผ้ากำมะหยี่ ผ้าทอจากขนสัตว์ชนิดหนึ่ง มีหลายสี
  • ผ้าขาวม้า เดิมเรียก ผ้ากำม้า เป็นผ้าฝ้ายผืนยาวทอเป็นลายตาราง เป็นผ้าประจำตัวของผู้ชาย ใช้เป็นทั้งผ้านุ่ง ผ้าเช็ดตัว ผ้าเคียนพุง และผ้าพาดไหล่
  • ผ้าเข้มขาบ ผ้าทอด้วยไหมทอง คือ เอาเงินแผ่บางกะไหล่ทอง แล้วหุ้มเส้นไหมกับไหมสียกเป็นลายริ้ว เป็นลายทองกับลายพื้นเท่ากันและบางทีมีไหมเงินทอแซมด้วย ในภาษาเปอร์เซียมีคำว่า Kimkhab แปลว่าผ้าทอง ผ้าเข้มขาบนี้จะเห็นเป็นริ้วเล็กทั้งผืนริ้ว มีขนาดกว้างตั้งแต่ ๑.๕-๓ เซนติเมตร มีทั้งริ้วสีทองพื้นๆ กับริ้วที่มีพื้นสีเข้มๆ เช่น สีน้ำเงินอมเขียว สีชมพูอมแดง แล้วยกดอกในริ้วด้วยลายเครือเถา แต่ละแนวริ้วเดินด้วยเส้นไหมสีทอง มีลักษณะลาย คือ ผ้าเข้มขาบลายดอกสะเทิน ผ้าเข้มขาบลายก้านแย่ง และผ้าเข้มขาบริ้วขอ ในภาษาเปอร์เซียมีคำ KimKhwa หมายถึง ผ้าไหมยกดอกหลายสี
  • ผ้าโขมพัสตร์ ผ้าทอจากป่านเปลือกไม้หรือฝ้ายเนื้อค่อนข้างละเอียด คงตรงกับผ้าลินินในสมัยนั้น มักใช้ ปูลาด ทำม่าน บางทีพวกแขกใช้โพกศีรษะ
  • ผ้าเขียนทอง ผ้าพิมพ์อย่างดี เน้นลวดลาย เพิ่มความสวยงามด้วยการเขียนเส้นทองตามขอบลายลายผ้า เข้าใจว่าไทยจะออกแบบลายเองจึงเห็นเป็นลายตามกระบวนลายไทย ในผ้าผืนหนึ่งๆ จะแบ่งลายออกเป็นส่วนๆ คือ ท้องผ้า ขอบผ้า และเชิงผ้า ซึ่งมีองค์ประกอบของลายผ้าที่จัดวางไว้อย่างเหมาะสม เช่น ขอบสุดริมผ้าหรือชายผ้า ใช้ลายกรวยเชิง ถัดเข้ามาเป็นลายดอกไม้ห้ากลีบเถา ในแนวลายประจำยามก้ามปู ขนาบด้วยลายไข่ปลาแนวคู่ ส่วนท้องผ้าใช้ลายใบไม้เล็กๆ สีน้ำเงินตัดเส้นด้วยสีทองในแนวลายพุ่มข้าวบิณฑ์ ก้านแย่งตลอดผืน หรือบางผืน แบ่งลายเชิงผ้าเป็นรูปเทพนมสลับกับเทพรำแวดล้อม ด้วยลายเปลวในแนวลายประจำยามก้ามปูขนาบด้วย ลายเครือเถา เส้นคู่ ส่วนท้องผ้าเขียนลายเทพรำก้านแย่ง ดังนี้เป็นต้น ผ้าเขียนทองนี้ปรากฏหลักฐานในสมัย รัชกาลที่ ๑ และมีระเบียบว่าใช้ได้เฉพาะพระมหากษัตริย์ลงมาถึงชั้นพระองค์เจ้าโดยกำเนิดเท่านั้น
  • ผ้าคากรอง เป็นผ้าทอจากใยไม้ พวกนักพรตสมัยก่อนนิยมใช้
  • ผ้าจวน เป็นผ้าแพรเพลาะเนื้อบางนิ่มชนิดหนึ่ง จีนกลางเรียกว่า “จ้วน” มักจะเข้าใจ สับสนกับผ้ากาหลิง ซึ่งมีลักษณะและเนื้อผ้าคล้ายกันผิดตรงที่ผ้าหลิงมีลาย ในตัวเป็นลายดอกไม้หรือลายคดกริช ถ้าเป็นผ้าจวนที่ทอในไทย จะทอด้วยไหมพื้นและมีไหมสีอื่นแซมเป็นริ้วอย่างคดกริชไปตามทางยาวของผืนผ้า
  • ผ้าเจตตะคลี ผ้าลายอย่างดีชนิดหนึ่ง
  • ผ้าฉีก จากภาษาเปอร์เซียว่า ชีต (Chit) ในภาษาฮินดูว่า ชีต (Shit) แปลว่า ผ้าฝ้ายพิมพ์เป็นลายดอกหลายๆ สี ภาษาอังกฤษว่าชินทซ์ (Chintz) เป็นผ้าลายชนิดหนึ่ง
  • ผ้าชมพู มีกล่าวถึงแต่ครั้งสุโขทัยและอยุธยา แต่ไม่อาจทราบได้ว่าเป็นผ้าชนิดใด
  • ผ้าต่วน เป็นผ้าแพรชนิดหนึ่ง เรียบไม่มีลวดลายเนื้อหนากว่า “จ้วน” จีนกลางเรียกว่า “ต้วน” คล้ายกับผ้าซาตินของยุโรปชนิดหนึ่ง
  • ผ้าตามะกล่ำ ผ้าฝ้ายลายเล็กๆ ใช้เป็นผ้านุ่ง
  • ผ้าตาเล็ดงา ผ้าฝ้ายสีคล้ำมีลายเล็กๆ ใช้เป็นผ้านุ่ง
  • ผ้าตาสมุก ผ้าฝ้ายลายตารางเล็กๆ ใช้เป็นผ้านุ่ง
  • ผ้าตาด ผ้าทอด้วยทองแล่งกับไหมสี ทองแล่งหมายถึง แผ่นเงินกะไหล่ทอง ตัดแล่ง ออกเป็นเส้นอย่างเดียวกับเส้นดอก เมื่อทอไม่มีลวดลายใดๆ เป็นสีพื้น ทองเรียกว่า “ตาดทอง” ในภาษาเปอร์เซียมีคำว่า Tash แปลว่า ผ้าทอง ผ้าตาดนี้ถ้าทอยกเป็นลวดลายก็มีชื่อเรียกตามลายอีกด้วย เช่น ยกเป็นดอกสี่เหลี่ยมเรียกว่า “ตาดตาตั๊กแตน” ยกดอกเป็นลายคดกริชเรียกว่า “ตาดคดกริช” ถ้าใช้ไหมทองทอกับเงินแล่งที่ไม่ได้กะไหล่ทองเรียกว่า “ตาดขาว” เพราะออกเป็นสีเงินแวววาว ต่อมามีการนำทองแดงมาแทนกะไหล่ทอง กะไหล่เงินเป็นของทำเทียมของเดิมเรียกว่า “ตาดทองแดง” หรือ “ตาดเยอรมัน” และมีผ้าตาดที่ทอด้วยเงินเรียกว่า “ตาดเงิน” นอกจากนี้ยังมี (คำว่า “ระกำ” ภาษามลายูว่า rakam แปลว่า ประทับให้เกิดลวดลายบนผืนผ้า,พิมพ์ลวดลายบนผ้า) “ตาดระกำไหม” ซึ่งเป็นผ้าตาดที่มีไหมมากกว่าแล่งทอง ไม่มีความแวววาวมากนัก และขอบผ้า ทั้งสี่ด้านยกลาย เป็นดอกสี่กลีบในตัวเรียงกันเป็นลายขนมเปียกปูนต่อเนื่องกัน แต่ละช่วงของลายจะเน้น ระยะด้วยดิ้นเงิน ในการเพิ่มความงามของผ้าอาจปักเป็นลวดลายดอกไม้สี่กลีบด้วยไหมก็มี ด้วยดิ้นเงินดิ้นทอง ก็มี ทั้งตกแต่งลวดลายให้ดูเด่นขึ้นด้วยสีเขียวของปีกแมงทับ เป็นลายดอกไม้เล็กๆ หรือเป็นช่อ มักใช้ทำเป็น ผ้าทรงสะพักในงานพิธีของพวกเจ้านายผู้หญิงชั้นสูง เรียกว่า ผ้าปักปีกแมงทับขนาดของผืนผ้าก็เท่ากับผ้าสะไบ การใช้ลวดลายปักประดับบนผ้าตาดนี้มีแบ่งลาย เท่าที่ทราบคือ ชายผ้าแบ่งเป็นสองระยะ ชายผ้าปลายสุดปักเป็น ลายช่อดอกไม้เล็กๆ ๓ ดอกเรียงกัน ถัดมาเป็นลายดอกไม้เรียงกันทีละดอก แต่ละดอกมีลายใบไม้อยู่เฉียงทาง ด้านบนและด้านล่างด้านละ ๓ ใบ ต่อไปเป็นลายคั่นก่อนจะถึงตัวลายจริงๆ เป็นลายช่อดอกไม้ช่อใหญ่วาง ตำแหน่งดอกใบก้านได้อย่างงดงาม ส่วนริมผ้าด้านยาวมีขอบกว้างประมาณ ๒ นิ้ว ปักลายเครือเถา ผ้าตาดนี้ นอกจากใช้ทำผ้าทรงสะพักของเจ้านายผู้หญิงแล้ว อาจใช้ตัดฉลองพระองค์ของเจ้านายผู้ชายอีกด้วย
  • ผ้าแทฟต้า เป็นผ้าจากเปอร์เซีย เรียกว่า Taftah ภาษาอังกฤษ Taffeta เป็นผ้าบางเบา ปัจจุบันยังมีผ้าชนิดนี้นำมาทำเป็นผ้าซับใน เนื้อผ้าคล้ายกับพวกผ้าแพร “โฉว” ของจีน
  • ผ้านมสาว เป็นผ้าไหมชนิดหนึ่ง มีทองแล่งทอเป็นเส้นยืนและเส้นพุ่งห่างๆ เอาลวดเงินพับ ให้โปร่งแหลมคล้ายขนมเทียนเรียงกันเป็นแถวตรึงด้วยทองแล่งเป็นแสงแวววาว
  • ผ้านุ่งหยี่ เป็นผ้าลายชนิดหนึ่ง มีทั้งลายเชิงเป็นลายสี บางทีพิมพ์เป็นเชิงทอริ้ว คำนี้คงมาจาก ภาษาเปอร์เซียว่า ลุงงิ (Lungi) แปลว่าผ้าโสร่งที่ใช้พันไม่ได้เย็บ หรือหมายถึงผ้าโพกศีรษะเป็นริ้วมีเชิง
  • ผ้าบัวปอก ผ้าฝ้ายเนื้อหยาบ ชาวบ้านใช้ โดยเฉพาะผู้หญิงใช้เป็นผ้านุ่ง
  • ผ้าปักไหม เป็นผ้าที่ใช้กันในบรรดาเจ้านายชั้นสูง มีทั้งผ้านุ่ง ผ้าห่มทรงสะพัก ซึ่งใช้ห่มทับ สไบ บางครั้งทำเป็นผ้าปูลาด และผ้าห่อเครื่องทรง ส่วนมากใช้ผ้าไหมพื้นเนื้อดี ปักลวดลายด้วยไหมสีต่างๆ ทั้งผืน เป็นลายก้านขดแบบก้านขดใบเทศง่ายๆ หรือลายดอกไม้หกกลีบล้อมด้วยลายกนกใบไม้ สลับกับ ลายดอกสี่กลีบ หรือลายประจำยามเล็กๆ เชิงผ้าใช้ลายประจำยามก้ามปูสลับกับลายดอกแปดกลีบสองชั้นบ้าง ทำเป็นลายกรวยเชิงช่อใบเทศชั้นเดียวบ้าง การปักไหมนี้ถ้าใช้ไหมสีทองมากก็เรียกว่า ผ้าปักไหมทอง
  • ผ้าปัตหล่า หรือปัตตะหล่า เป็นผ้าริ้วสีเขียวขาบสลับทอง ริ้วเขียวเป็นริ้วทึบ ตรงริ้วทอง เป็นริ้วโปร่ง ทอโดยวิธีขึงไหมเขียวชิดกัน ขึงไหมทองห่างกัน ริ้วทองเป็นริ้วทองแล่งทอมาจากเมืองปัตตหล่า ในอินเดีย ภาษาอังกฤษเรียกว่า Rataila
  • ผ้าปัตศตู เป็นผ้าสักหลาดชนิดหนึ่ง เนื้อฟู คนไทยปัจจุบันเรียกว่า ผ้าเสิด ภาษาอังกฤษว่า serge
  • ผ้าปูม ประเทศที่ทอผ้าปูม มีประเทศไทย กัมพูชา และมาเลเซีย ด้วยเทคนิคมัดหมี่ ลายผ้าปูม เกิดจากการทอด้ายควบ คือเอาด้ายสีต่างกันทอไปตามอำนาจความลักลั่น จึงเกิดเป็นลายตาม ความคิด ผ้าปูมที่เห็นเป็นผ้าไหมทอ มีลวดลายเด่นด้วยไหมสีต่างๆ แต่ส่วนมากเป็นพื้นผ้าปูม (เส้นยืน) เป็นสีแดง ตัวผ้าปูมแบ่งส่วนผ้าออกเป็นส่วนขอบผ้า เชิงผ้า กับท้องผ้า ชายริม (เชิง) ผ้าเป็นลายเชิง หรือลายกรวยเชิง ขอบผ้าด้านยาวเป็นลายก้านแย่งขนาบด้วยลายแนวเส้นแคบๆ ต่อด้วยลายกรวยเชิงสั้นๆ ท้องผ้าปูมเองมักทอยกดอกลายเครือเถาก้านแย่งทั้งผืน ลายในผ้าปูมนี้จะไม่เห็นเป็นลายดอกเด่นชัด อย่างลายปักหรือลายพิมพ์ แต่จะเห็นเป็นลายโครงร่างคร่าวๆ เท่านั้น เพื่อให้ทราบว่าใช้เค้าโครงของ ลายอะไร คำว่า สมปัก บ้างว่าเพี้ยนมาจากภาษาเขมรที่ว่า สมปรต แปลว่า ผู้ชาย ปูมแปลว่าลาย ผ้าสมปักปูม หมายถึง ผ้าลายของผู้ชาย อย่างไรก็ดี ผ้าปูมนี้เดิมเป็นผ้าของหลวงที่ใช้พระราชทานเป็นเครื่องยศขุนนาง เดิมไทยเรามี โรงไหมของหลวงทอผ้าสมปักปูม และสมปักเชิงกรวยพระราชทานให้ขุนนางเป็นผ้าเบี้ยหวัดรายปี ทอด้วยไหมเพลาะ กลางผืนผ้าเป็นลายสีต่างๆ เชิงผ้ามีลายเป็นชั้นๆ แสดงถึงยศ ตำแหน่งของผู้นุ่ง มีสมปักปูมเป็นชนิดสูงสุด สมปักริ้วเป็นชนิดต่ำสุด ดังนั้นผ้าปูมคงหมายถึงเฉพาะผ้าสมปักปูมนั่นเอง ปัจจุบันเป็นผ้าหายากมาก
  • ผ้าเปลือกไม้ เป็นผ้าที่ทอจากใยที่ทำจากเปลือกไม้ซึ่งมีมาตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ และเข้าใจว่าคงจะใช้เรื่อยมา ครั้งรัชกาลที่ ๑ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ก็ทรงกล่าวถึงปรากฏในบทกลอน เรื่องดาหลัง ว่า
  • “นุ่งผ้าเปลือกไม้ปะตาปะ จึงวันทารับศีลพระมุนี” แสดงว่าผ้านี้ส่วนมากพวกนักพรตใช้นุ่งห่มคล้ายกับผ้าคากรอง
  • ผ้าพิมพ์ ผ้าลายที่แขกรับทำตามลายไทยที่สั่งไป เช่น ลายพุ่มข้าวบิณฑ์พรหมก้านแย่ง เทพนมก้านแย่ง และกินรีรำ เป็นต้น ผ้าพิมพ์ที่มีลายตามกระบวนลายไทยเรียกว่าผ้าลายอย่าง ต่อมาพ่อค้าแขก คิดทำขึ้นตามลายไทยแต่ไม่เหมือน ผ้าลายแบบนี้เรียกลายนอกอย่าง เท่าที่ทราบผ้าพิมพ์มีลายต่างๆ ที่ใช้เป็น ตัวอย่างดังนี้

    ก. ลายประจำยาม ล้อมด้วยลายก้านขดสองลาย แยกออกจากช่อดอกไม้ดอกเดียวกัน เป็นแนวตลอด ทั้งผืนคั่นด้วยแนวดอกไม้แปดกลีบ

    ข. ลายพุ่มข้าวบิณฑ์พรหมก้านแย่งกินนรรำ หรือเทพรำ คือ ลายหลักเป็นลายพุ่มข้าวบิณฑ์ โดยใช้ ลายกนกเปลวล้อมรอบพรหมครึ่งองค์ พระหัตถ์คู่กลางประนมอยู่หว่างพระอุระ พระหัตถ์ที่เหลือทั้งซ้ายขวา ทรงถือดอกไม้ ลายพุ่มข้าบิณฑ์นี้ล้อมรอบด้วยลายเทพรำทั้งสี่ด้าน หันพระเศียรชนกันกลางแนวลายบนยอด และด้านล่างของลายพุ่มข้าวบิณฑ์พระหัตถ์ของเทพสององค์ที่อยู่ตรงข้ามกันยกในท่ารำมาบรรจบกัน ระหว่างพระบาทคั่นด้วยลายประจำยามและมีกนกเปลวประดับเป็นแห่งๆ เพื่อประกอบให้ลายเทพรำนี้อยู่ใน แนวรูปสี่เหลี่ยมกลายๆ เพิ่มความงดงามให้แก่ลายยิ่งขึ้น

    ค. ลายพุ่มข้าวบิณฑ์เทพนมก้านแย่ง ลายเทพนมล้อมด้วยลายกนก นอกลายออกไปเป็นลายก้าน แย่งที่ทำเป็นรูปนาคกลายๆ ระหว่างลายพุ่มข้าวบิณฑ์แต่ละตัวคั่นด้วยลายดอกไม้หยาบๆ ทำให้ลายได้ สัดส่วนดียิ่งขึ้น

    ง. ลายพุ่มข้าวบิณฑ์เทพนมสลับบายกินรีรำเป็นแถวๆ คือ แถวบนวางรูปลายพุ่มข้าวบิณฑ์เทพนม เป็นระยะ ล้อมประดับด้วยกนกเปลวและเส้นหยักเป็นกรอบ แถวล่างเป็นลายกินนีรำวางลายสับหว่าง กับลายเทพนม นอกจากนี้ยังมีลายอื่นๆ อีก ผ้าพิมพ์ลายนี้นอกจากตัวผ้าจะมีลายดังกล่าวแล้ว ผ้ายังแบ่ง ทำลายที่เชิงอีกด้วย ลายที่เชิงผ้าพิมพ์นั้นเป็นส่วนที่เน้นให้เห็นความสวยงามของผ้ายิ่งขึ้น โดยใช้ลาย ที่แปลกออกไปจากลายตรงผืนผ้าส่วนของลายเชิงจะมีกี่ส่วนนั้นย่อมแล้วแต่ความสวยงาม และความคิด ประดิษฐ์ของผู้ทำ เท่าที่พบมีแบ่งเนื้อที่ตรงเชิงผ้าออกเป็นสองส่วน ส่วนล่างสุดเป็นลายกรวยเชิงโปร่ง ขนาบด้วยลายขอบลูกประคำเป็นแนว ถัดจากลายกรวยเชิงเป็นลายหน้ากระดาน แบ่งออกเป็น ๓ แนว แนวกลางกว้างเป็นสองเท่าของแนวบนและแนวล่าง แต่ละแนวคั่นลายของลูกประคำ แนวกลางประดับ ด้วยลายประจำยามแปลง ซึ่งตรงกลางลายเขียนเป็นลายนกในจินตนาการกำลังกระพือปีก ลายประจำยาม คั่นด้วยลายกนกในโครงของลายมังกรสองตัวเกี่ยวกันกัน ส่วนแนวบนและแนวล่างของลายแนวกลาง เป็นเถาดอกไม้แปดกลีบที่แปลงมาจากลายประจำยามปีกค้างคาว

  • ผ้าแพร ผ้าแพรส่วนมากมาจากประเทศจีน มีหลายชนิดและเรียกชื่อต่างๆ กันตามลักษณะ เนื้อดีเลวของผ้า บางชนิดเป็นผ้าแพรเรียบบางชนิดมีดอกลวดลายสวยงาม ส่วนมากเป็นลายดอกในตัว คำว่าแพรนี้ในกลุ่มคนไทย-ลาวทางภาคเหนือและภาคอีสานก็เรียกผ้าไหมพื้นเนื้อนิ่มที่ใช้ทำผ้าสะไบ คล้องคอว่า ผ้าแพร เช่นกัน สำเนียงทางเหนือออกเสียงเป็นแฮ เช่น พระธาตุช่อแฮ ผ้าแพรมีชนิดต่างๆ ดังนี้ แพรลายทอง แพรดารากร แพรเคารพ แพรจำรวจ แพร่ต่วน แพรหนังไก่ แพรหงอนไก่เพลาะ แพรหงอนไก่เอ้ง เป็นต้น ลายของผ้าแพรมีลายริ้วมะลิเลื้อย ลายก้านแย่ง แพรลายดอกถี่ ลายดอกสะเทิน แพรดอกลาย แพรอริยา ลายมังกร ลานมังกรหนา ลายมังกรบาง ซึ่งเดิมใช้ได้เฉพาะเจ้านายและขุนนาง ต่อมาใช้เป็นผ้าพระราชทานบำเหน็จความชอบพิเศษ จากจดหมายเหตุจีนมีชื่อแพรต่างๆ ที่พระจักรพรรดิ์จีน ทรงส่งมาเป็นเครื่องราชบรรณาการด้วย เช่น แพรหมังตึ้งเผย จัดเป็นแพรชนิดดีที่สุด ที่จัดส่งมาถวาย พระเจ้าแผ่นดินไทย รองลงมามี แพรกิ้ม แพรโล่ แพรบี้ แพรแซซึ่งใช้ในฤดูร้อน แพรตึ้งซึ่งใช้ในฤดูหนาว แพรกิมจึงตึ้งแพรเซี้ยมตึ้ง แพรกิมตึ้ง แพรเผือนกิ้ม แพรหลิน และแพรโป้ยซีตึ้ง ล้วนเป็นชื่อที่ออกสำเนียง แต้จิ๋วซึ่งไม่ทราบว่าตรงกับภาษาไทยว่าอย่างไร หรือจีนกลางเรียกว่าอย่างไร
  • ผ้าม่วง เป็นผ้าแพรไหมเนื้อละเอียด จีนเรียกหม่วงใช้เป็นเครื่องแบบของข้าราชการในสมัย รัชกาลที่ ๕ เมื่อโปรดฯ ให้ยกเลิกผ้าสมปักของขุนนางและข้าราชการ โดยโปรดให้ใช้ผ้าม่วงแทน ซึ่งเป็น ผ้าพื้นสีต่างๆ เดิมมีทอที่โรงไหมของหลวงและจากแถบนครราชสีมาหรือโคราช แต่กล่าวว่ามีสีฉูดฉาด จึงโปรดสั่งทอมาจากจีนแทน ผ้าม่วงปรากฏว่าเลิกใช้เป็นเครื่องแบบข้าราชการเมื่อหลังเปลี่ยนแปลง การปกครอง พ.ศ. ๒๔๗๕
  • ผ้ามะไลก๊าด เป็นผ้าโสร่งเนื้อดีเป็นมัน ใช้ขัดด้วยขี้ผึ้งพวกผู้ชายอินเดียนิยมใช้ ชื่อจริงคือ มัลลิมัน กาส (Malliman Khas) มาจากเมืองพูลิคัท (Pulicat) ในประเทศอินเดียใกล้เมืองมัทราส
  • ผ้ามัสหรู่หรือมิสหรู่ ผ้าไหมทองแล่งจัดเป็นผ้าเข้มขาบชนิดหนึ่ง ทอด้วยไหม มีลักษณะเป็นผ้าลายริ้ว ซึ่งในริ้วมีลายสลับสีอีกทีหนึ่ง
  • ผ้าแฝง เป็นอีกชื่อหนึ่งของผ้าสมรด ใช้คาดเอวในงานพระเมรุของเจ้านายหรือขุนนาง
  • ผ้ายก คำว่า ยก มาจากการเรียกกระบวนทอ เวลาทอเส้นด้ายหรือไหมที่เชิดขึ้นเรียกว่า เส้นยก เส้นด้ายหรือไหมที่จมลงเรียกว่า เส้นข่ม แล้วพุ่งกระสวยไปในระหว่างกลางถ้าจะให้เป็นลายเลือกยก เส้นข่มขึ้นบางเส้นก็เกิดลายยกขึ้น จึงเรียกว่า "ผ้ายก" มักมีเชิงผ้าเป็นลายกรวยเชิง หรืออาจมีลายอื่นๆ ได้ ส่วนตัวผ้าหรือท้องผ้ามักเป็นลายดอกซึ่งเด่นขึ้นด้วยไหมสีหรือแล่งทอง ใช้เฉพาะเป็นผ้านุ่งของเจ้านาย เรียกว่า ผ้าทรง ผ้ายกทองมีค่ามาก เพราะต้องใช้ฝีมือทำที่ประณีตมาก นอกจากนี้ยังมี “ยกทองล่องจวน” ว่าเป็นผ้าทอทองยกเป็นลายแต่เชิงท้องขึ้นมาเป็นไหมเกลี้ยงสีเดียว
  • ผ้ายั่นตานี มาจากคำ Jamdanny หรือ Jamdani ในภาษาเปอร์เซีย แปลว่า ผ้าบางเนื้อดี อีกชนิดหนึ่งนั้นได้แก่ ผ้ามัสลิน เนื้อดีมีลวดลายเป็นดอก
  • ผ้าย่ำมะหวาด คงมาจากคำ อุมดาหวาด ชื่อหมู่บ้านในเขตเมืองสุรัตในอินเดีย ทำผ้าลายเนื้อดีจาก ผ้าขาวเทศ ผิดจากผ้าลายธรรมดาที่ทำจากผ้าดิบ ผ้านี้มีพื้นขาวดอกม่วง กล่าวว่าพวกผู้ดีชอบใช้ เพราะฉะนั้นผ้าลายย่ำมะหวาดจึงมีราคาแพง ทำได้ด้วยการอาผ้าขาวมาซัก เพื่อให้เนื้อแน่นแห้ง แล้วขึงให้ตึงพิมพ์ลายลงไปให้เต็มผืน ย้อมให้เป็นสีต่างๆ แล้วขัดด้วยหอยเบี้ยให้ขึ้นเงาเป็นมัน มีทั้งสีเขียวตอง สีแดงเลือดหมูและสีม่วง แต่ถ้ามาจากภาษาเปอร์เซียที่ว่า ญามะฮวร แปลว่า ผ้าขนสัตว์ บางเป็นลายดอก หรือคือผ้าส่านนั่นเอง
  • ผ้าเยียรบับ ผ้าที่ทอด้วยไหมสีควบกับไหมเงินไหมทอง หรือแล่งเงินแล่งทอง ยกเป็นดอกถี่ เป็นทองมาก มีพื้นไหมน้อย จัดเป็นผ้าที่ดีที่สุดในบรรดาผ้าที่ทอลักษณะเดียวกัน เช่น ผ้าเข้มขาบ และผ้าอัตลัด ในระยะหลัง มีผ้าเยียรบับปลอมทอด้วยไหมทองปลอมมีลักษณะเหมือนผ้าตาด ใช้ไม่นานก็ดำ ย้าเยียรบับเดิมใช้ เป็นผ้าทรง หรือตัดเป็นฉลองพระองค์ และบางทีทำเป็นผ้าปูลาด ฯลฯ
  • ผ้ารัตกัมพลหรือผ้ากัมพล ผ้าทอจากขนสัตว์มีสีแดงของอินเดีย เป็นผ้าหายากมาก ใช้เป็นผ้าโพกศีรษะ แทนมงกุฎ หรือเป็นผ้าทรงสำหรับกษัตริย์ ชื่อผ้านี้มีปรากฏในปัญจราชาภิเษก กล่าวถึง เครื่องราชกกุธภัณฑ์ สำหรับพระราชพิธีราชาภิเษกของพระเจ้าแผ่นดิน มีพระภูษารัตกัมพลด้วยอย่างหนึ่งในบรรดาของ ๕ อย่าง คือ พระมหามงกุฎ พระขรรค์ พระภูษารัตกัมพล พระเศวตฉัตร และเกือกทองประดับแก้ว (ฉลองพระบาท)
  • ผ้าลาย ถ้าหมายถึงผ้าที่มีลวดลายแล้ว กล่าวว่าเดิมมีกระบวนการทำอยู่ ๓ วีธี คือ ๑. ลายปัก เกิดจากการเย็บ เมื่อตรึงด้วยด้ายก่ายกันเป็นตีนกา เห็นเป็นลายดอกสี่กลีบบ้าง ห้ากลีบบ้าง ต่อจากนั้นต่อลายก้านใบเป็นลายดอกไม้ ๒. ลายปูม เกิดจากทอด้ายหรือไหมควบ ด้วยการเอาด้ายหรือไหมสีต่างๆ กัน ตะบิดทอ ก่อให้เกิดลายตามความคิด ๓. ลายยก เกิดจากการผูกด้าย ๓ ตะกอ ไม่ตึงเสมอกัน พุ่งกระสวยทับไปเส้นหนึ่ง หรือสองเส้นสามเส้นเกิดเป็นลาย เมื่อรู้จักบังคับการยกด้ายทั้ง ๓ ตะกอให้เป็นไปตามกฎ ต่อมาเกิดมี ผ้าตีพิมพ์ เป็นลายสวยงามคล้ายผ้าปัก ผ้ายกแรกๆ ลายไม่เหมือนผ้าไทย เพราะทอในอินเดีย ผู้นำมาขายคือ แขกชาวอินเดีย ที่รับสั่งทำให้ตามที่คนไทยส่งลายไป จึงเกิดมีผ้าลายอย่างขึ้น ซึ่งเป็นผ้าที่พ่อค้าคนไทยเรา เขียนลายส่งออกไปให้ทำ ผ้าลายอย่างนิยมใช้มาแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยา นิยมนุ่งทั้งผู้หญิงผู้ชาย และเป็นผ้า อย่างดีราคาแพง ต่อมาเกิดผ้าลายนอกอย่างขึ้น ซึ่งเป็นผ้าที่แขกเขียนลายขึ้นเอง ไม่ถูกต้องตามกระบวน ลายไทยนัก คนไม่นิยมนุ่งจึงขายในราคาถูก คนสามัญจึงเริ่มซื้อนุ่งกัน และนิยมใช้มาถึงสมัยรัตนโกสินทร์
  • ผ้าเล็กหลก เป็นผ้าชนิดหนึ่งในสมัยกรุงสุโขทัย
  • ผ้าวิลาส ผ้าลายนอกอย่างชนิดหนึ่ง กล่าวว่าอังกฤษนำมาขาย หรือคือผ้าย่ำมะหวาดนั่นเอง มาจากภาษาเปอร์เซียว่า วิลลิยัต
  • ผ้าสนอบลาย ไม่ทราบว่าเป็นผ้าชนิดใด ทราบแต่เพียงว่า สนอบ แปลว่า เสื้อ
  • ผ้าสมปัก ผ้านุ่งพระราชทานให้ขุนนางตามตำแหน่งใช้เป็นเครื่องแบบมาก่อนสมัย พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ จะใช้เฉพาะในเวลาเข้าเฝ้าหรือในพระราชพิธี เป็นผ้าทอด้วยไหมเพลาะด้วยวิธีมัดหมึกกลางผืนผ้าเป็นสีและลายต่างๆ สมปักมีหลายชนิด ได้แก่ “สมปักปูม ” ถือว่าเป็นชนิดที่ดีที่สุด "สมปักกล่องจวน” เป็นสมบักที่เป็นลายยาว เป็นสมปักชนิดท้องพื้น เชิงมีลาย นอกจากนี้มีสมปักลายและสมปักริ้ว ซึ่งเป็นผ้าสามัญที่บรรดา เจ้ากรมปลัดกรมนุ่งเท่านั้น มิใช่เป็นของขุนนางชั้นผู้ใหญ่
  • ผ้าสมรส หรือสำรด หรือสมรด เป็นผ้าคาดเสื้อครุยในงานพระเมรุ หรือเรียกว่า ผ้าแฝง ทำด้วยไหมทองถักโปร่งๆ บางๆ คล้ายผ้ากรองทองแต่โปร่งและบางกว่ามาก บางทีหมายถึง ผ้าคาดเอวทีทำด้วยผ้าตาดทอง ปักดิ้น ปักปีกแมงทับ เป็นลวดลายดอกไม้เครือเถา เดิมก่อน รัชกาลที่ ๕ เข้าใจว่าไม่มีการแต่งกายไว้ทุกข์ด้วยสีดำ ในงานพระเมรุใหญ่ๆ เจ้านายและขุนนาง จึงนุ่งสมปักลายสีต่างๆ คาดเสื้อครุย เรียกว่า ผ้าแฝง แต่ผู้มีหน้าที่แห่เสด็จต้องคาดเสื้อครุยจริง เวลาเข้าริ้วขบวน ก็เอามาสวมแต่ถ้าอยู่นอกริ้วจะถอดเนื้อครุยออก การคาดเสื้อครุยมีใช้อยู่ ๓ วิธี คือ เวลาอยู่ในหน้าที่ จะสวมเสื้อครุยทั้งสองแขน ถ้าอยู่นอกหน้าที่เอาออกมาม้วนคาดพุง แต่ถ้าสวมแขนเดียว อีกแขนหนึ่ง พาดเฉียงบ่า แสดงว่าอยู่ในหน้าที่เข้ากรม
  • ผ้าสักหลาด ผ้าทอด้วยขนสัตว์ จัดเป็นผ้าดี ภาษาเปอร์เซียเรียกว่า Sakalat อันหมายถึง ผ้าขนาดกว้างอย่างดีเนื้อหนา บ้างว่ามาจากคำ Scarlet ในภาษาอังกฤษ ซึ่งแปลว่า สีแดงเลือดนก
  • ผ้าสังเวียน ไม่อาจทราบได้ว่าเป็นผ้าชนิดใด ทราบแต่ว่านำมาทำผ้านุ่ง
  • ผ้าสาลู ผ้าขาวบางเนื้อน้อยชนิดหนึ่ง ปัจจุบันมักนำมาเย็บเป็นมุ้ง
  • ผ้าสำลี มีมาแต่ครั้งกรุงสุโขทัย ใช้สำหรับทำผ้าห่มเข้าใจว่ามาจากเมืองไพสาลีในอินเดีย
  • ผ้าส่าน ผ้าขนสัตว์ ผ้าเปลือกไม้ ในภาษาเปอร์เซียมีผ้า Shal ทอด้วยขนอูฐปนไหม ต่อมาทอด้วย ขนแกะ หรือขนสัตว์ชนิดอื่นปนไหมหรือฝ้าย ในภาษาอังกฤษใช้คำว่า Camlet ซึ่งเข้าใจว่า เป็นผ้ากำมะหลิด ในภาษาไทย ซึ่งคงใช้เรียกแทนผ้าส่าน จึงทำให้ชื่อผ้าส่านสูญไป
  • ผ้าสุหรัด เป็นผ้าลายจากเมืองสุหรัด แคว้นคุชราตประเทศอินเดีย ซึ่งกล่าวว่าคล้ายผ้ากุศะหราดเดิม ซึ่งไม่มีส่งมาจำหน่ายในตลาดเมืองไทย จึงได้นิยมผ้าสุหรัดแทนผ้าชนิดนี้จะพิมพ์ลายโดยทำเป็นงานใน ครัวเรือนตามบ้านคน โดยใช้ผู้หญิงและเด็กกดแม่พิมพ์ด้วยมือ โดยใช้ผ้าขาวของอังกฤษมาตัดให้ได้ขนาด ซักน้ำให้หมดแป้งและให้เนื้อแน่นก่อน แล้วนำผ้ามาวางขึงบนพื้นเรือน เอาหมึกทาบบนแผ่นไม้แม่พิมพ์ ลายซึ่งมีขนาดเท่าฝ่ามือ พิมพ์กดลงกับผืนผ้าต่อๆ กันไปจนเต็มผืนแล้วจึงเอาไปย้อมเป็นสี ถ้าจะให้ดอก เป็นสีอื่นก็แต้มสีที่ต้องการ เมื่อย้อมเสร็จแล้วเอาหอยเบี้ยขัดชักเงาเหมือนกับการทำผ้ากุศหราด
  • ผ้าสุกุลพัสตร์ เป็นผ้าขาวเนื้อละเอียดชนิดดีในสมัยสุโขทัย แต่ไม่อาจทราบได้ว่าเป็นผ้าชนิดใดหรือ ทอด้วยวัสดุอะไร
  • ผ้าสุจหนี่ เป็นผ้าสำหรับปูอาสนะ หรือที่นอน ทอด้วยขนสัตว์ก็มี ทอด้วยไหมก็มี ประดับลวดลายปัก ตามขอบด้วยดิ้นทองดิ้นเงินกล่าวว่าน่าจะมาจากภาษามาลายูว่า Suji คือผ้าปัก ถ้ามาจากภาษาเปอร์เซีย Suzani คือผ้าที่ใช้ปูเป็นพรม หรือผ้าปักดอก
  • ผ้าหนัง เป็นผ้าชนิดหนึ่ง ใช้มาแต่สมัยกรุงสุโขทัย
  • ผ้าหัศวรี หรืออัศวรี มาจากศัพท์เปอร์เซียว่า Izar ซึ่งแปลว่า กางเกงขายาวหูรูด แต่ในภาษาไทย หมายถึงผ้าแพรริ้วชนิดหนึ่งที่ส่งมาจากอินเดีย
  • ผ้าหนังไก่ เป็นผ้าแพรชนิดหนึ่งที่ทอให้เนื้อผ้ามีลักษณะหยุ่นๆ เป็นผ้าที่นิยมใช้ในสมัยอยุธยา นำมาตัดเสื้อ หรือผ้าสไบ หรือผ้าคาดเอว ผ้าหนังไก่มี ๒ ชนิดคือ ผ้าหนังไก่ย่น และผ้าหนังไก่เอ้ง
  • ผ้าหนามขนุน เป็นผ้าแพรชนิดหนึ่ง ลักษณะเป็นปมเล็กๆ ทั้งผืน ซึ่งยืดหยุ่น มักใช้เป็นผ้าคาดเอวทีบนอก เสื้อของพวกขุนนางและเจ้านาย
  • ผ้าไหม ผ้าอย่างดีทอด้วยเส้นใยไหม มีทั้งแบบเรียบสีพื้น ยกดอก และทอเป็นลวดลายต่างๆ ด้วยกรรมวิธีที่หลากหลาย เช่น ผ้ายก ผ้าพื้น ผ้าขิด ผ้ามัดหมี่ ผ้าจก
  • ผ้าโหมด ผ้าที่ใช้กระดาษทองตัดเป็นเส้นเหมือนเส้นทองแล่ง ทอกับไหมสีต่างๆ ซึ่งชื่อของผ้ามักเรียก ไปตามสีไหม เช่น โหมดเหลือง โหมดแดง โหมดเขียว ต่อมามีการปรับเปลี่ยนทำอย่างใหม่ คือเอากระดาษทอง พันเส้นไหมทอกับไหมสีเป็นลายเหมือนผ้าแพรลายทอง ถ้าทำมาจากอินเดียเรียกโหมดเทศ ทำมาจากญี่ปุ่น เรียกโหมดญี่ปุ่นผ้าโหมดจึงมีหลักอยู่ตรงที่ทำด้วยกระดาษนั่นเอง
  • ผ้าอัตตะลัด หรืออัตลัด ผ้าชนิดเดียวกันกับผ้าเยียรบับและเข้มขาบ คือทอด้วยไหมทองหรือไหมเงินหรือ ทอแล่งกับไหมสี จกเป็นลายต่างๆ เป็นดอกลอยห่างๆ เห็นพื้นผ้ามาก ผ้าชนิดนี้นิยมนำมาตัดเป็นฉลองพระองค์ ของเจ้านายและเสื้อของขุนนาง หรือนำมาทำเป็นผ้านุ่ง ผ้าปูลาด ภาษามลายูเรียกว่า อัตตะลัด แปลว่า แพรต่วน ซึ่งเป็นคนละความหมายกันผ้าอัตลัดที่คนไทยเข้าใจ
  • ผ้าอุทุมพร ไม่ทราบได้ว่าเป็นผ้าชนิดใด หรือทอด้วยวัสดุอะไร แต่ถือว่าเป็นผ้าที่พระมหากษัตริย์ ทรงใช้ในพระราชพิธีสำคัญ บ้างว่าเป็นผ้าที่ทอจากใยมะเดื่อ

จากกฎมณเฑียรบาลในกฎหมายตราสามดวง ได้บัญญัติขึ้นและนำออกใช้ในรัชสมัยสมเด็จพระเจ้า พระรามาธิบดีที่ ๑ หรือพระเจ้าอู่ทอง และใช้สืบทอดมาในสมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์ ทำให้ทราบว่ามี ข้อบัญญัติเกี่ยวกับเครื่องทรงของพระมหากษัตริย์และพระบรมวงศานุวงศ์ในพระราชพิธีและโอกาสต่างๆ รวมทั้งการแต่งกายของชนชั้นสูง นอกจากนี้ มีข้อห้ามการนุ่งห่มด้วยเสื้อผ้า บางประเภทสำหรับสามัญชนด้วย ดังปรากฏใน พระราชพิธีถือน้ำ อาทิ

  • พระมหากษัตริย์ ทรงเครื่องราชูปโภคพระมหามงกุฎ พระมหากุณฑล พาหุรัด ถนิมมาไล สร้อย มหาสังวาลย์ สเอ้ง อุตรีอุตรา ควงใด ๗ แถว พระธำมะรงค์ ๓ องค์ทุกนิ้ว พระหัตถ์ ขนองกั้งเกญ สนับเพลา รัตนกำพล กองเชิง รองพระบาท
  • พระอรรคมเหสี พระราชเทวี ทรงราชูปโภค มีมงกุฎ เกือกทอง อภิรม ๓ ชั้น พระราชยานมีจำลอง
  • พระราชเทวี พระอรรคชายา ทรงเครื่องราชูปโภค ลดมงกุฎ ทรงพระมาลามวยหางหงส์ เกือกกำมะหยี่ สักหลาด มีอภิรม ๒ ชั้น เทวี ยานมีมกรชู
  • พระเจ้าลูกเธอเอกโท ทรงพระมาลามวยกลม เสื้อโภคลายทอง
  • พระเจ้าหลานเธอเอกโท ใส่เศียรเพศมวยกลม เสื้อโภคแพรดารากรเลว
  • แม่เจ้าสนองพระโอษฐ ใส่สนองกล้า เสื้อแพรพรรณ
  • ชแม่ หนูนยิก ใส่เกี้ยวดอกไม้ไหวแซม
  • นางกำนัล นางระบำ นายเรือน หนูนยิก เกี้ยวแซม
  • โขลน เกล้ารัดแครง
  • เมียนา ๑๐๐๐๐ หัวเมืองทั้ง ๔ เมื่องานใส่เศียรเพศมวย ห่มแพรเคารพย
  • เมียจตุสดมภ์ เกล้าหนูนยิกเกี้ยวแซมเสื้อ นุ่งแพรจมรวจ
  • เมียนา ๕๐๐๐ นา ๓๐๐๐ หนูนยิกเกี้ยวแซม ห่มตีนทองสองบ่า
  • ขุนหมื่นพระกำนัล ราชยาน อภิรม โพกหูกระต่าย เสื้อขาว นุ่งแพรเคารพ
  • นอกจากนี้ พระราชพิธีอาสยุช หรือ พระราชพิธีแข่งเรือเดือน ๑๑ พบว่า
  • พระมหากษัตริย์ และ พระบรมวงศานุวงศ์ ทรงเครื่องราชูปโภค คือ ...ตอนเช้าทรงพระมหามงกุฎ กลางวันทรงพระสุพรรณมาลา ตอนเย็นทรงพระมาลาสุกหร่ำ สพักชมพู
  • สมเด็จพระอรรคมเหสี พระภรรยา ทรงพระสุพรรณมาลา นุ่งแพรลายทอง ทรงเสื้อ
  • พระอรรคชายา ทรงพระมาลาราบ นุ่งแพรดารากร ทรงเสื้อ
  • ลูกเธอหลานเธอ ทรงศิรเพศมวย ทรงเสื้อ
  • พระสนม ใส่สนองเกล้า สพักสองบ่า ใน พระราชพิธีจองเปรียง หรือพระราชพิธีไล่เรือเดือน ๑๒ กล่าวว่า พระมหากษัตริย์ ทรงพระมาลาสุกหร่ำ สมเด็จพระอรรคมเหสี ทรงสุกหร่ำบนที่นั่ง พระเจ้าลูกเธอ พระเจ้าหลานเธอ ใส่เศียรเพศมวย พระสนม ใส่สนองเกล้า.. ส่วนการแต่งกายของขุนนาง ปรากฏในกฎมณเฑียรบาล ดังนี้
“การแต่งกายขุนนางที่มีศักดินา ๑๐,๐๐๐ ไร่นั้น (สวม) ศีรเพศมวยทองท้าวนั่งเมือง (สวม) ศีรษะเพศมวยทองศักดินา ๑๐,๐๐๐ กินเมือง หมวก ล่วมทอง”

สำหรับข้อห้ามเกี่ยวกับการแต่งกาย มีทั้งห้ามทั่วไปโดยรวม และห้ามสามัญชนโดยเฉพาะด้วย เช่น ผู้ที่ได้รับพระราชทานเสื้อสนอบ ห้ามนำเสื้อสนอบไปใช้ในการอื่น หรือ นำไปใช้พร่ำเพรื่อ เพราะจะ ทำให้เก่า แต่ถ้าใช้เฉพาะในราชการจนเสื้อเก่า อนุญาตให้ขอพระราชทานเปลี่ยนใหม่ โดยกราบบังคมทูล ขึ้นไปเป็นลำดับ

เมื่อมีแขกเมืองเข้าเฝ้า

ข้าราชการใดสวมเสื้อเก่าคร่ำคร่ามาอยู่ในที่เฝ้าให้เอาตัวออกไปจากหน้าพระที่นั่ง เมื่อแขกเมืองกลับแล้วจึงจัดการชำระโทษ ถ้ารับสารภาพว่าได้นำไปใช้พรำเพรื่อนอกราชการ ให้ภาคทัณฑ์ไว้ เพราะเป็นความผิดครั้งแรก ถ้ากระทำเป็นครั้งที่ ๒ ให้ตี กระทำอีกเป็นครั้งที่ ๓ เมื่อใดให้ใส่คา

ดังปรากฏข้อบัญญัติห้ามในเรื่องแต่งกายที่ปรากฏในกฎมณเฑียรบาลมีข้อบัญญัติไว้ว่า

“อนึ่งพระเจ้าอยู่หัวประสาทผ้าเสื้อสนอบแก่ทหาร พ่อเรือนทั้งหลาย เมื่อแขกเมืองมาและเบิกเข้าไป ถวายบังคม มิได้นุ่งห่มเสื้อสนอบซึ่งพระราชทานนั้น แลนุ่งห่มผ้าอื่นมิควรให้มาดูร้าย”

อนึ่ง เสื้อสนอบพระราชทานนั้น แลเอาไปนุ่งห่มแห่งอื่นด้วยประการอันมิชอบนุ่งห่มให้เศร้าหมอง ครั้งแขกเมืองมาไซ้ นุ่งห่มเสื้อสนอบเก่านั้นให้ดูร้าย เมื่อเบิกแขกเมืองนั้นเข้าถวายบังคม ควรให้ผู้ร้ายออก จากพระโรงก่อน พิจารณาเป็นสัจไซ้ให้ลงโทษดังนี้ ถ้าทีหนึ่งควรภาคธรรม ถึงสองทีให้ลงโทษดี ถึงสามที ให้ใส่คาผู้นั้นเสีย

อนึ่ง เสื้อสนอบพระเจ้าอยู่หัวประสาทควรเอาไปนุ่งห่มด้วยประการอันชอบ คือว่าการพระราชพิธีตรุตสารท ก็ดี คือว่าการมหรสพแลโดยเสด็จพระเจ้าอยู่หัวก็ดี ถ้าแลผ้านั้นเก่าไซ้ ให้เอาส่งแก่ขุนมุนนายอนาพยาบาลให้เอา ถวายในที่ราชรโหฐาน แลบังคมทูลพระกรุณาขอพระราชทานเสื้อสนอบอื่นให้ อนึ่งขุนมุนนายอนาพยาบาล แห่งอาตมาบอกกำหนดว่า จะเบิกแขกเมืองถวายบังคมพระเจ้าอยู่หัวก็ดี รู้เองก็ดี แลมิได้มาทัน ควรให้ลงโทษ เอาออกจากราชการให้ไหมทวีคูณตามบันดาศักดิ์”

นอกจากนี้ยังมีข้อห้ามอื่นๆ เช่น

ห้าม - นุ่งสีแดง ผ้าชมพูไพรำ ผ้าการะดำที่ไม่มีเชิง ห้ามห่มผ้านอกเสื้อ ห่มผ้าบ่าเดียว ผ้าปัก ผ้าลายมีเชิง

ห้าม - นุ่งผ้าเหน็บหน้า นุ่งผ้าหิ้วชาย และนุ่งผ้าลอยชาย เข้าไปในเขตพระราชฐานหรือในงาน ฉลองพระราชพิธี หากยังกระทำให้นายประตู นายพระโรงฉีกผ้านั้นเสีย

แต่อย่างไรก็ดี การปูนบำเหน็จรางวัลแก่ทหารที่ไปรบชนะข้าศึกด้วยเสื้อผ้าก็มีเช่นกัน คือ ผู้ที่ชนช้างชนะ จะได้รับบำเหน็จรางวัลเป็นหมวกทอง เสื้อสนอบ และทองปลายแขนและผู้ได้ฟันข้าศึกยามมีชัยชนะจะได้รับ เงินห้าตำลึง ตลับทอง และเสื้อผ้า

หน้า จาก ๒๙ หน้า